นายกฯ เตรียมให้ครม. พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล หลังราคาน้ำมันปรับสูง
นายกรัฐมนตรีระบุครม. สัปดาห์นี้จะพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล พร้อมประมาณการผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐ
24 ต.ค. 2569, 15:51 น.
สเปกทั้งหมด
- อัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลปัจจุบัน
- 7.44 บาทต่อลิตร
- อัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซินปัจจุบัน
- 5.85 ถึง 7.50 บาทต่อลิตร
- รายได้ภาษีดีเซลที่ลดลงเมื่อปรับลด 1 บาทต่อลิตร
- 2,000 ล้านบาทต่อเดือน
- รายได้ภาษีที่สูญเสียเมื่อปรับลดดีเซลและเบนซิน 5 บาทต่อลิตร
- 14,000 ล้านบาทต่อเดือน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยระบุว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์นี้จะมีการพิจารณาเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล รัฐบาลพยายามหาแนวทางเพื่อลดภาระของประชาชนในเรื่องนี้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีชี้ว่าราคาน้ำมันขึ้นลงตามต้นทุนน้ำมันดิบที่ผันผวน และรัฐบาลต้องการลดการพึ่งพาน้ำมันดิบในโครงสร้างพลังงานของประเทศให้มากที่สุด
อัตราภาษีในปัจจุบัน
ข้อมูลจากแหล่งข่าวในกระทรวงการคลังระบุว่า กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลในอัตา 7.44 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซินถูกจัดเก็บในช่วง 5.85 ถึง 7.50 บาทต่อลิตร หากรัฐบาลตัดสินใจปรับลดภาษีเพื่อบรรเทาค่าครองชีพและลดต้นทุนพลังงาน ผลต่อรายได้ภาษีของรัฐจะแตกต่างกันไปตามขนาดของการปรับลดและชนิดของน้ำมันที่อยู่ในมาตรการ
ประมาณการผลกระทบต่อรายได้รัฐ
การประเมินระบุว่า การปรับลดภาษีสรรพสามิตทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้จากน้ำมันดีเซลลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน และรายได้จากน้ำมันเบนซินลดลงประมาณ 800 ล้านบาทต่อเดือน หากปรับลดภาษีทั้งดีเซลและเบนซินในอัตราเดียวกัน รัฐจะสูญเสียรายได้รวมประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน
กรณีที่ปรับลดภาษีทั้งสองประเภทลง 3 บาทต่อลิตร ประมาณการว่ารายได้ภาษีจะหายไปราว 8,400 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่หากลดเฉพาะดีเซลในอัตราเดียวกัน รายได้จะได้รับผลกระทบประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อเดือน
สำหรับกรณีปรับลดภาษีทั้งดีเซลและเบนซินลง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นอัตราที่เคยใช้ในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รัฐจะสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อเดือน หากลดเฉพาะดีเซลที่ 5 บาทต่อลิตร รายได้จะกระทบประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนการเลือกลดภาษีเฉพาะดีเซลที่ 7 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้ลดลงประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อเดือนเช่นกัน
มุมมองด้านการคลัง
แหล่งข่าวระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลใช้บรรเทาภาระต้นทุนพลังงานได้ แต่ก็มีต้นทุนทางการคลังตามมา โดยเฉพาะเมื่อเลือกปรับลดในอัตราสูงหรือครอบคลุมน้ำมันหลายประเภท ดังนั้นการพิจารณามาตรการจึงต้องคำนึงทั้งการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษารายได้ของรัฐสำหรับการใช้จ่ายและการดูแลเสถียรภาพทางการคลังในระยะต่อไป
จากข้อมูลที่มีในขณะนี้ ยังไม่มีการระบุว่าคณะรัฐมนตรีจะเลือกอัตราการปรับลดเท่าใดหรือครอบคลุมน้ำมันประเภทใดบ้าง ผู้อ่านจึงควรติดตามผลการประชุมครม. ในสัปดาห์นี้เพื่อทราบมาตรการที่จะมีผลจริง
ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ



