ส.อ.ท. เรียกร้องรัฐช่วยตลาดรถกระบะ หลังยอดขายและการผลิตลดลงต่อเนื่อง
ส.อ.ท. รายงานยอดขายรถกระบะเดือนกันยายนลด 7.11% ขณะรถยนต์ไฟฟ้าโต พร้อมเรียกร้องให้รัฐช่วยเรื่องสินเชื่อและปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต
28 ต.ค. 2569, 02:21 น.
สเปกทั้งหมด
- ยอดขายรถยนต์ในประเทศ เดือนกันยายน 2569
- 55,255 คัน
- ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า เดือนกันยายน
- 16,626 คัน
- ยอดขายรถกระบะ เดือนกันยายน
- 10,315 คัน
- ยอดส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลางที่ลดลง
- 33,118 คัน
- ยอดขายรถยนต์สะสม 9 เดือน (มกราคมถึงกันยายน)
- 521,226 คัน
- กำลังการผลิตรถกระบะปัจจุบัน
- ไม่ถึง 60 %
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ออกมาให้ข้อมูลยอดขายรถยนต์ประจำเดือนกันยายน 2569 พร้อมวิจารณ์แนวทางการดูแลของภาครัฐต่อปัญหาตลาดรถกระบะ ซึ่งหดตัวต่อเนื่องมาหลายปี
ภาพรวมยอดขายเดือนกันยายน
ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนกันยายนอยู่ที่ 55,255 คัน เพิ่มขึ้น 14.28% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขที่ดันภาพรวมขึ้นมาคือรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมียอดขาย 16,626 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 81% ในทางกลับกัน รถกระบะมียอดขาย 10,315 คัน ลดลง 7.11% จากปีก่อนหน้า
ทางสภาอุตสาหกรรมระบุว่า สาเหตุที่รถกระบะยังซบเซาเกิดจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวในอัตราต่ำ ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลงจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง
ผลกระทบต่อการผลิตและแรงงาน
ส.อ.ท. ชี้ว่าชิ้นส่วนที่ใช้ผลิตรถกระบะในไทยมีสัดส่วนของการผลิตในประเทศมากกว่า 90% ดังนั้นเมื่อยอดผลิตลดลง ห่วงโซ่อุปทานทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนของบริษัทไทยและบริษัทญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย นอกจากนี้ พนักงานขายและช่างในโชว์รูม พนักงานสถาบันการเงิน พนักงานขายประกัน ไปจนถึงผู้ประกอบการร้านอุปกรณ์ตกแต่งและฟิล์มกรองแสงก็มีรายได้ลดลงตามไปด้วย
ข้อมูลระบุว่าปัจจุบันการผลิตรถกระบะใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% และการผลิตลดลงมากกว่า 300,000 คันในช่วงกว่าสามปีที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมมองว่าการไม่สามารถรักษาการจ้างงานเดิมไว้ได้จะกระทบความยั่งยืนของการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม
ในด้านการคลัง ส.อ.ท. ระบุว่ารายได้จากภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีขาดดุลมากขึ้น และรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่ม จนหนี้สาธารณะใกล้ถึงระดับเพดาน
การส่งออกและตลาดตะวันออกกลาง
การผลิตรถกระบะในไทยส่วนใหญ่ใช้เพื่อส่งออกไปกว่า 120 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของจำนวนรถยนต์ที่ส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมระบุว่าการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคที่เกิดขึ้นมาราว 9 เดือน โดยยอดส่งออกรถกระบะไปตลาดนี้ลดลง 33,118 คัน หรือ 37.73%
ข้อเสนอถึงภาครัฐ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เสนอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยการผลิตรถกระบะที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกในปีนี้ พร้อมกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะในประเทศมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพื่อให้ยอดผลิตไม่ลดลงจากเดิม และช่วยให้ซัพพลายเชนรักษาการผลิตชิ้นส่วนไว้ได้
นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมยังเรียกร้องให้รัฐปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตทั้งรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่สำคัญของโลกต่อไป
แนวโน้มรถยนต์ไฟฟ้าและตัวเลขสะสม
ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน ยอดขายรถยนต์รวมอยู่ที่ 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35% โดยรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV มียอดสะสม 161,532 คัน เพิ่มขึ้น 98.56% ส่วนรถยนต์ไฮบริดแบบ HEV มียอดสะสม 116,431 คัน และรถกระบะสะสมอยู่ที่ 47,552 คัน ลดลง 16.11%
นายสุรพงษ์ประเมินว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในประเทศไทยปี 2569 อาจอยู่ที่มากกว่า 2.2 แสนคัน เทียบกับราว 1.2 แสนคันในปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อในปีนี้
ข้อมูลในรายงานเป็นมุมมองและข้อเรียกร้องจากสภาอุตสาหกรรม ยังไม่มีการระบุท่าทีตอบกลับจากภาครัฐในเนื้อหาที่ได้รับ ผู้อ่านจึงควรติดตามการดำเนินนโยบายด้านสินเชื่อและภาษีรถยนต์ต่อไป
ที่มา: Autolife Thailand



