Tesla เตรียมสร้างแผนที่เองเพื่อพัฒนาระบบ FSD
Tesla เปิดเผยแผนสร้างแผนที่ของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาการอ่านป้ายจำกัดความเร็ว การจอด และการเลือกเส้นทางของระบบ FSD พร้อมข้อมูลทดสอบในเบลเยียม
25 ต.ค. 2569, 08:00 น.
สเปกทั้งหมด
- สัดส่วนที่ FSD ขับเร็วเกินกำหนดในโซน 30 km/h ที่ทดสอบในบรัสเซลส์
- 55 %
- ความเร็วเฉลี่ยในโซน 30 km/h ที่ทดสอบ
- 44 km/h
- ขีดจำกัดความเร็วที่หน้าจอรถแสดงในโซนส่วนใหญ่
- 50 km/h
- จำนวนยานพาหนะที่ NHTSA กำลังพิจารณาสอบสวน
- 1,000 คัน
- เป้าหมายการขับขี่โดยไม่มีผู้ควบคุมในรถลูกค้า
- Q2 2027
Tesla ระบุว่ากำลังพัฒนาแผนที่ของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาที่พบบ่อยในระบบขับขี่อัตโนมัติ Full Self-Driving หรือ FSD โดยเฉพาะการอ่านป้ายจำกัดความเร็ว การจอดรถ และการเลือกเส้นทาง ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยโดยหัวหน้าฝ่าย AI ของบริษัทในการประชุมรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026
คำถามที่นำไปสู่การตอบนี้มาจากช่วงถามตอบกับผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุนรายย่อยคนหนึ่งระบุว่าการทำแผนที่ยังเป็นปัญหาสำคัญของ FSD และเสนอให้ Tesla ใช้แผนที่ของตัวเองแทนการพึ่งพาแผนที่จากผู้ให้บริการภายนอก รองประธานฝ่าย AI อย่าง Ashok Elluswamy เห็นด้วยว่าบริษัทไม่ควรพึ่งพาแผนที่ของคนอื่น
แนวทางใหม่ของ Tesla
ตามคำอธิบาย Tesla กำลังสร้างแผนที่ด้วยสถาปัตยกรรมการทำแผนที่และนำทางที่ใช้ AI เป็นฐาน โดยป้อนข้อมูลที่กองรถของบริษัทเรียนรู้ร่วมกัน ระบบนี้จะเรียนรู้ความชอบของผู้ขับแต่ละคนและรองรับการสั่งงานด้วยเสียงด้วย Tesla ระบุว่าความสามารถจะเริ่มจัดการช่วงต้นและปลายของการเดินทางตั้งแต่ FSD v15 และจะค่อย ๆ รับหน้าที่การนำทาง การจอด และการจัดการจุดหมายในเดือนต่อ ๆ มา
ประวัติที่เปลี่ยนไป
Tesla เคยเปลี่ยนท่าทีในเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง ในปี 2015 ตอนเปิดตัว Autopilot บริษัทเคยบอกว่าเริ่มสร้างแผนที่ความละเอียดสูง โดยมีรายละเอียดมากกว่าการนำทางทั่วไป 100 เท่า โดยใช้ข้อมูลจากรถของลูกค้า ต่อมาในงาน Autonomy Day ปี 2019 Elon Musk ระบุว่าการใช้แผนที่เลนความละเอียดสูงเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และเรียกการพึ่งพาแผนที่ว่าเป็นแนวคิดที่แย่มาก เพราะทำให้ระบบขับขี่เปราะบางอย่างยิ่ง ในงานเดียวกันเขายังวิจารณ์ lidar อย่างรุนแรงด้วย จุดยืนในตอนนั้นคือ Tesla จะแก้ปัญหาการขับขี่ด้วยกล้องและ AI เท่านั้น
วันนี้ Tesla กำลังสร้างชั้นข้อมูลแผนที่จากกองรถของตัวเองเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ระบบการมองเห็นยังทำได้ไม่ดี ผู้เขียนบทความต้นทางชี้ว่าแผนที่นำทางไม่ได้เป็นแผนที่ HD ตามที่ Musk เคยวิจารณ์ และการสร้างแผนที่เองแทนการซื้อจากผู้อื่นก็ไม่ได้ขัดแย้งในตัวมันเอง
ปัญหาที่ยังเกิดขึ้น
การแก้ปัญหาที่ Tesla ระบุล้วนเกี่ยวกับการเข้าใจสภาพแวดล้อม และระบบยังทำได้ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะการอ่านป้ายจำกัดความเร็ว รายงานจากกลุ่มความปลอดภัยทางถนนของเบลเยียมพบว่า FSD ขับเร็วเกินกำหนดใน 55% ของโซน 30 km/h ที่ทดสอบในกรุงบรัสเซลส์ โดยขับเฉลี่ยที่ 44 km/h บางส่วนเกิดจากการที่หน้าจอของรถแสดงขีดจำกัด 50 km/h ในโซนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน NHTSA ในสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาการสอบสวนข้อกล่าวอ้างว่า Robotaxi ของ Tesla ขับผ่านเขตโรงเรียนที่มีการจำกัดความเร็วอยู่ โดยเกี่ยวข้องกับยานพาหนะประมาณ 1,000 คันทั้งรุ่น Model Y และ Cybercab
ป้ายจำกัดความเร็วถือเป็นข้อมูลถนนที่เรียบง่ายที่สุดชนิดหนึ่ง หากระบบที่ใช้กล้องเป็นหลักยังอ่านและปฏิบัติตามป้ายนี้ได้ไม่น่าเชื่อถือ และแนวทางแก้คือการใช้แผนที่ที่ดีขึ้น ก็ย่อมตั้งคำถามว่าการมองเห็นเพียงอย่างเดียวทำหน้าที่ได้ตามที่ Tesla เคยให้ไว้หรือไม่
ใกล้เคียง Waymo มากขึ้น
แนวทางนี้ทำให้ Tesla เข้าใกล้ Waymo มากขึ้น Waymo ทำแผนที่เมืองด้วยการขับยานที่มีเซนเซอร์ผ่านพื้นที่ก่อนเปิดให้บริการ และอัปเดตแผนที่อย่างต่อเนื่องเมื่อกองรถวิ่งอยู่ Tesla ก็อธิบายแนวคิดคล้ายกัน คือรถเก็บข้อมูลที่พบเจอ แล้วนำไปสร้างแผนที่ที่ช่วยให้รถทุกคันขับได้ดีขึ้น ความต่างหลักคือ Waymo ติด lidar ไว้บนหลังคารถ ส่วน Tesla ยังไม่ได้พูดถึงแผนที่ระดับเซนติเมตรในตอนนี้
บริการ Robotaxi ของ Tesla ก็ทำงานตามเมืองและอยู่ภายในพื้นที่บริการขนาดเล็กที่กำหนดไว้ โดยบริษัทเป็นผู้ดูแลการปฏิบัติการของกองรถเอง แผนที่ที่สร้างจากกองรถอาจพัฒนาไปสู่ความละเอียดสูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้ในอนาคต
มุมมองจากต้นทาง
ผู้เขียนบทความต้นทางมองว่าการใช้แผนที่ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะโปรแกรมขับขี่อัตโนมัติจริงจังส่วนใหญ่ก็ใช้แผนที่ และแผนที่ที่สร้างจากรถ Tesla จำนวนมากอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบ หากช่วยแก้ปัญหาความเร็วของ FSD ได้จริงก็เป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้ถนนทุกคน สิ่งที่เป็นปัญหาคือการสื่อสารที่ผ่านมาที่บอกว่าแนวทางของ Tesla ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ ผู้เขียนยังชี้ว่า Tesla ตั้งเป้าให้การขับขี่โดยไม่มีผู้ควบคุมในรถลูกค้าเกิดขึ้นได้ในไตรมาส 2 ปี 2027 และจำกัดอยู่เฉพาะกองรถ Robotaxi เท่านั้น
ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้มาจากแหล่งข่าวเดียว และยังไม่มีรายละเอียดจากฝั่ง Tesla เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวในการประชุมและการตอบคำถามผู้ถือหุ้น ผู้อ่านจึงควรติดตามความคืบหน้าของฟีเจอร์ใหม่และผลการทดสอบอิสระที่จะออกตามมา
ที่มา: Electrek







