รถพลังงานใหม่คิดเป็น 67% ของยอดขายรถใหม่ในจีนเดือนกันยายน
ข้อมูลจาก CPCA ชี้ว่ารถพลังงานใหม่มีสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายน ท่ามกลางยอดขายรวมที่ลดลงและการส่งออกที่พุ่งขึ้น
24 ต.ค. 2569, 20:14 น.
สเปกทั้งหมด
- ส่วนแบ่งยอดขายรถพลังงานใหม่ เดือนกันยายน
- 67 %
- ยอดขายรถพลังงานใหม่ในประเทศ เดือนกันยายน
- 1,084,000 คัน
- ส่งออกรถพลังงานใหม่ เดือนกันยายน
- 558,000 คัน
- การส่งออกรถพลังงานใหม่เทียบปีก่อน เดือนกันยายน
- 164 %
- ส่วนแบ่งรถพลังงานใหม่ต่ำสุด เดือนมกราคม
- 39 %
- ยอดขายรถพลังงานใหม่ เดือนกันยายนเทียบปีก่อน
- -17 %
- ยอดขายรถนั่งส่วนบุคคลทุกประเภท เดือนกันยายนเทียบปีก่อน
- -28 %
- การนำเข้าน้ำมันของจีน มกราคมถึงกันยายนเทียบปี 2568
- -15 %
สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน หรือ CPCA เปิดเผยข้อมูลว่า ในเดือนกันยายนที่ผ่านมารถพลังงานใหม่มีสัดส่วนถึง 67% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในจีน ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกมา รถพลังงานใหม่ในที่นี้หมายถึงรถไฟฟ้าแบตเตอรี่และรถปลั๊กอินไฮบริด แม้จำนวนรถที่ขายได้โดยรวมจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนก็ตาม
สาเหตุที่ยอดขายเปลี่ยนทิศทาง
CPCA ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นหลังเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ผลคือยอดขายรถที่ใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียวลดลงอย่างมาก โดยในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2569 ยอดขายรถกลุ่มนี้ลดลง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรถปลั๊กอินไฮบริดลดลง 26% และรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ลดลงเพียง 4% ซึ่งทำให้รถไฟฟ้าแบตเตอรี่มีผลการดำเนินงานดีกว่าเมื่อเทียบกันในกลุ่มเดียวกัน
หากย้อนดูตัวเลขระยะยาว สัดส่วนรถพลังงานใหม่ในยอดขายรถใหม่ของจีนเพิ่มจากราว 6% ในปี 2563 เป็น 58% ในปี 2569 ถึงปัจจุบัน ก่อนจะขึ้นถึง 67% ในเดือนกันยายน ขณะที่สัดส่วนในเดือนมกราคมปีนี้อยู่ที่ระดับต่ำสุดที่ 39% การฟื้นตัวหลังจากนั้นเกิดขึ้นหลังมาตรการยกเว้นภาษีซื้อรถยนต์เต็มจำนวนซึ่งใช้มานานกว่าทศวรรษสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2568
ตลาดในประเทศยังอ่อนแรง
แม้สัดส่วนจะสูงขึ้น แต่ตลาดรถนั่งส่วนบุคคลในประเทศโดยรวมชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ในเดือนกันยายนยอดขายปลีกรวมลดลง 28% เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขที่หดตัวมากที่สุดคือรถเครื่องยนต์สันดาปที่ลดลง 43% รองลงมาคือรถปลั๊กอินไฮบริดที่ลดลง 36% ส่วนรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ลดลง 8.5% เมื่อรวมทั้งกลุ่มแล้ว ยอดขายรถพลังงานใหม่ในเดือนกันยายนลดลง 17% และตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันลดลง 13%
CPCA ชี้ว่าฐานยอดขายในเดือนเดียวกันของปี 2568 ที่สูงมาก การเปลี่ยนแปลงนโยบายสนับสนุนการแลกรถเก่ากับรถใหม่ และช่วงหยุดเทศกาลที่ทำให้การขายหยุดชะงัก ล้วนมีส่วนทำให้ตัวเลขเดือนกันยายนลดลง นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการเปลี่ยนแปลงในปีนี้รุนแรงเป็นพิเศษ แต่แนวโน้มที่ยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปลดลงนั้นเริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปในจีนขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2560 และลดลงต่อเนื่องหลังจากนั้น
การส่งออกที่เติบโตแรง
ในเดือนกันยายน จีนจำหน่ายรถพลังงานใหม่ในประเทศจำนวน 1,084,000 คัน และส่งออกอีก 558,000 คัน การส่งออกเพิ่มขึ้น 164% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ยอดขายในประเทศจะลดลง 17% ในเดือนเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์จีนจำนวนหนึ่งมองว่าการส่งออกเป็นภารกิจสำคัญลำดับต้น ๆ เพราะความต้องการในประเทศอ่อนลงและการแข่งขันรุนแรงจนกดดันความสามารถในการทำกำไร
มาตรการภาษีและนโยบายที่ต้องติดตาม
การส่งออกที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วสร้างความกังวลให้กับสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดมาตรการภาษีกับการนำเข้ารถไฟฟ้าจากจีนไปแล้ว และเพิ่งตกลงแผนลดการนำเข้ารถไฮบริดด้วย ประเทศอย่างเม็กซิโกและตุรกีก็เก็บภาษีนำเข้ารถไฟฟ้าจากจีนเช่นกัน ด้านรัฐบาลจีนกำลังพิจารณานโยบายที่อาจทำให้การส่งออกน่าสนใจน้อยลง เช่น การปรับลดเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออก นักวิเคราะห์มีความเห็นแตกต่างกันว่าผลกระทบจะมากน้อยเพียงใด บางส่วนเห็นว่าผลจะจำกัด ขณะที่อีกส่วนเชื่อว่าอาจทำให้ราคารถที่ส่งออกปรับตัวสูงขึ้น
มุมมองจากนักวิเคราะห์
Euan Graham จาก Ember ประเมินว่ากองรถพลังงานใหม่ของจีนช่วยลดการใช้น้ำมันได้ 143 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่เกิดวิกฤต ส่วนการนำเข้าน้ำมันของจีนในช่วงมกราคมถึงกันยายนลดลง 15% เทียบกับปี 2568 คิดเป็นปริมาณเทียบเท่าน้ำมัน 470 ล้านบาร์เรล Erica Downs จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียให้ความเห็นว่าวิกฤตและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังเร่งให้การขนส่งทางถนนของจีนหันไปใช้พลังงานไฟฟ้า ขณะที่ Zhang Yichao จาก AlixPartners ชี้ว่านโยบายแลกรถเก่ากับรถใหม่และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่จำนวนมากช่วยพยุงยอดขายรถพลังงานใหม่ไม่ให้ลดลงเร็วเท่ารถเครื่องยนต์สันดาป
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่ใช้ในข่าวนี้ระบุว่าการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งตลาดรถพลังงานใหม่เริ่มชะลอตัวลงแล้ว จึงยังต้องติดตามตัวเลขรายเดือนในช่วงถัดไปเพื่อดูว่าสัดส่วนระดับนี้จะคงอยู่ได้หรือไม่
ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ



