BMW เตรียมรับมือการปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ในไทย
คริส จู ระบุว่า BMW วางแผนรองรับหากรัฐบาลประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยรถยนต์ไฟฟ้า 100% เป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดในตลาดพรีเมียม
28 ต.ค. 2569, 17:32 น.
สเปกทั้งหมด
- สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในตลาดพรีเมียม
- 16-17 %
- ขนาดตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมต่อปี
- 20,000 คัน/ปี
- ส่วนแบ่งตลาดของ BMW และ MINI
- 50 %
- การเติบโตของตลาดรถยนต์ไทย 9 เดือนแรกของปี 2569
- 20 %
- เริ่มลงทุนในประเทศไทย
- ค.ศ. 1998
- เริ่มใช้แพลตฟอร์ม Neue Klasse ในรถรุ่นใหม่
- ปี 2570
BMW ประเทศไทยเปิดเผยว่าบริษัทได้เตรียมสถานการณ์จำลองไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับกรณีที่รัฐบาลประกาศโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ คริส จู ประธานและซีอีโอของบริษัทเป็นผู้ให้ข้อมูลนี้
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ซึ่งคิดเป็นราว 16-17% ของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าของ BMW เอง
บริษัทคาดว่าผู้บริโภคบางส่วนจะเร่งตัดสินใจซื้อให้ทันก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับราคาขึ้นที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันมาในช่วงที่ผ่านมา
ความชัดเจนจากภาครัฐยังสำคัญ
บริษัทยังรอความชัดเจนอย่างเป็นทางการเรื่องอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปแบบใหม่ รวมถึงโควตาการนำเข้า ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว บริษัทจะสามารถวางแผนธุรกิจต่อได้
BMW ระบุว่าเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 1998 โดยไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการผลิต แต่ยังสร้างห่วงโซ่มูลค่า พัฒนาบุคลากร และสั่งซื้อชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเพื่อส่งไปยังฐานการผลิตของบริษัททั่วโลก บริษัทจึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาโควตานำเข้าควบคู่กับการสร้างห่วงโซ่มูลค่าในไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
สถานการณ์ตลาดและแผนสินค้า
ข้อมูลตลาดช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2569 (มกราคม ถึง กันยายน) ระบุว่าตลาดรถยนต์ไทยขยายตัวขึ้นราว 20% ขณะที่ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมกลับลดลงสวนทางกับภาพรวม อย่างไรก็ตาม BMW และ MINI ยังรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ราว 50% ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ยังเป็นบวก ตลาดรถยนต์พรีเมียมโดยปกติอยู่ที่ราว 20,000 คันต่อปี
สำหรับแผนสินค้า บริษัทระบุว่าตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป รถยนต์รุ่นใหม่ของ BMW ทุกรุ่นจะใช้แพลตฟอร์ม Neue Klasse ก่อนหน้านี้ BMW iX3 และ THE ALL NEW BMW 7 ที่ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวก็เปิดตัวในประเทศไทยแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทยังใช้กลยุทธ์ตั้งราคาให้เท่ากันสำหรับระบบขับเคลื่อนทุกแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกตามพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง มากกว่าจะถูกราคาเป็นตัวกำหนดทางเลือก และจะนำแนวทางนี้ไปใช้กับสินค้าทุกรุ่นของแบรนด์ บริษัทระบุว่าผู้บริโภคไทยเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นเดียวกับตลาดโลก โดยช่วงต้นปีที่ราคาพลังงานพุ่งสูง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า BEV ได้รับความนิยมมากขึ้น ทางบริษัทจึงมีรถที่ใช้ระบบขับเคลื่อนหลายแบบ ทั้งไฟฟ้า ปลั๊กอินไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาปภายใน
ข่าวนี้ยังไม่ใช่การประกาศจากรัฐบาล สิ่งที่ปรากฏเป็นแผนรองรับของผู้ผลิตเท่านั้น ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐเพื่อดูรายละเอียดของอัตราภาษีและโควตาการนำเข้า
ที่มา: Autolife Thailand






