เกียร์ว่าง
EV

รถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบราว 20,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สหรัฐฯ ตามหลัง

Ember ประเมินว่ารถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดความต้องการน้ำมันดิบในประเทศนำเข้าน้ำมันได้ 200 ล้านบาร์เรลในช่วงมีนาคมถึงสิงหาคม ส่วนแบ่งยอดขาย BEV ของสหรัฐฯ ก็ถูกแซงหลายประเทศ

16 ต.ค. 2569, 10:30 น.

200ล้านบาร์เรลน้ำมันดิบที่ลดความต้องการได้
20,000ล้านดอลลาร์มูลค่าน้ำมันดิบที่ลดได้
6%ส่วนแบ่งยอดขาย BEV ของสหรัฐฯ
18%ส่วนแบ่งยอดขาย BEV ทั่วโลก
สเปกทั้งหมด
น้ำมันดิบที่ลดความต้องการได้
200 ล้านบาร์เรล
มูลค่าน้ำมันดิบที่ลดได้
20,000 ล้านดอลลาร์
ส่วนแบ่งยอดขาย BEV ของสหรัฐฯ
6 %
ส่วนแบ่งยอดขาย BEV ทั่วโลก
18 %
ยอดขาย BEV ทั่วโลกเพิ่มขึ้น
11 %
ยอดขาย PHEV ทั่วโลกลดลง
12 %
ยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปลดลง
6 %
จำนวนประเทศที่แซงสหรัฐฯ ในปีนี้
15 ประเทศ

การวิเคราะห์ฉบับใหม่จากกลุ่มคลังสมองด้านพลังงาน Ember ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าช่วยให้ประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันรับมือกับวิกฤตพลังงานฮอร์มุซได้ดีขึ้น ในช่วงเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม กองรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกช่วยลดการใช้น้ำมันดิบลงได้ประมาณ 200 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้คือมูลค่าของน้ำมันที่ประเทศเหล่านั้นไม่ต้องซื้อเพื่อใช้กับรถยนต์ในช่วงที่อุปทานน้ำมันถูกกระทบ

จีนเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุด โดย Ember ประเมินว่าจีนลดการบริโภคน้ำมันดิบได้ราว 14,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปประหยัดได้อีก 3,100 ล้านดอลลาร์ โดยเยอรมนีและฝรั่งเศสมีสัดส่วนมากที่สุด

สหรัฐฯ ถูกแซงในส่วนแบ่งยอดขาย

ในขณะที่หลายประเทศหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น สหรัฐฯ กลับเสียตำแหน่งในด้านนี้ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่หรือ BEV มีสัดส่วนเพียง 6% ของยอดขายรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไปในสหรัฐฯ ช่วงแปดเดือนแรกของปี 2026 หลังรัฐบาลยกเลิกเครดิตภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลกลางเมื่อเดือนกันยายน 2025

จากทั้งหมด 56 ประเทศที่ Ember ติดตามข้อมูล มี 49 ประเทศที่มีส่วนแบ่งยอดขาย BEV สูงกว่าสหรัฐฯ และในปีนี้มี 15 ประเทศที่แซงสหรัฐฯ ได้เป็นครั้งแรก ได้แก่ อินเดีย บราซิล อิตาลี มาเลเซีย และนิวซีแลนด์ อินเดียมีส่วนแบ่งยอดขาย BEV สูงกว่าสหรัฐฯ ทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายน ส่วนญี่ปุ่นมียอดขาย BEV เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีนี้ หลังรัฐบาลออกนโยบายช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเริ่มต้นของผู้ซื้อ

อย่างไรก็ตาม Ember ชี้ว่าข้อมูลนี้หมายถึงสัดส่วนของรถใหม่ที่ขายได้เป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าประเทศเหล่านั้นขายรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่าสหรัฐฯ ในภาพรวม

ภาพรวมยอดขายทั่วโลก

ยอดขาย BEV ทั่วโลกในแปดเดือนแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดขายรถปลั๊ก-อินไฮบริด หรือ PHEV ลดลง 12% และยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปภายในลดลง 6% BEV คิดเป็น 18% ของยอดขายรถใหม่ทั่วโลก เพิ่มจาก 16% ในปีก่อน หากไม่นับจีนและสหรัฐฯ Ember ประเมินว่ายอดขาย BEV ในตลาดที่เหลือเพิ่มขึ้นถึง 45%

นอกจากปัญหาด้านอุปทานน้ำมันที่ช่วยกระตุ้นความสนใจในอินเดีย ชิลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์แล้ว นโยบายที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาเอื้อมถึงได้มากขึ้นก็มีผลเช่นกัน ตัวอย่างเช่น โครงการเช่าซื้อทางสังคมของฝรั่งเศสช่วยให้ส่วนแบ่งยอดขาย BEV ของประเทศเกิน 30% เป็นครั้งแรก ขณะที่เยอรมนีมียอดขายเพิ่มขึ้นหลังมีการให้เงินอุดหนุนผู้บริโภครายใหม่ตั้งแต่ต้นปี

หลายประเทศยังขยายกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศของตนเอง ในอินเดีย ทาทาและมหินทรามียอดขายรวมกันมากกว่า 60% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปี บราซิลกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค ส่วนวินฟาสต์จากเวียดนามก็ขยายฐานการผลิตในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ข้อควรระวังเกี่ยวกับข้อมูล

แหล่งข่าวบางแห่งระบุว่าข้อมูลส่วนแบ่งของสหรัฐฯ มาจากยอดขายรถยนต์ขนาดเล็ก ขณะที่ Ember ใช้คำว่ายอดขายรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป จึงควรอ่านตัวเลข 6% ตามนิยามของรายงานต้นฉบับ ตัวเลขมูลค่าน้ำมันที่ลดได้เป็นการประเมินของ Ember ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันจากหน่วยงานรัฐของแต่ละประเทศ

ที่มา: Electrek, ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวล่าสุด