Volkswagen ID. Tiguan ไฟฟ้า SUV ราคาเริ่ม 1.63 ล้านบาท เปิดรับจองในยุโรปตุลาคมนี้
Volkswagen เปิดรายละเอียด ID. Tiguan SUV ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาแทน ID. 4 วิ่งได้สูงสุด 600 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP เริ่มจอง 13 ตุลาคม 2026
13 ต.ค. 2569, 00:05 น.
สเปกทั้งหมด
- ราคาเริ่มต้น (ยุโรป)
- 42,695 ยูโร
- ราคาโดยประมาณ
- 1.63 ล้านบาท
- ระยะทางขับขี่สูงสุด (WLTP)
- 600 กิโลเมตร
- กำลังมอเตอร์สูงสุด (รุ่นเริ่มต้น)
- 190 แรงม้า (PS)
- กำลังมอเตอร์สูงสุด (รุ่น 4MOTION)
- 299 แรงม้า (PS)
- ความจุแบตเตอรี่ (รุ่น Long Range)
- 77 kWh
- ความจุแบตเตอรี่ (รุ่นเริ่มต้น)
- 58 kWh
- น้ำหนักลากจูงสูงสุด (รุ่น 58 kWh)
- 1,800 กิโลกรัม
- น้ำหนักลากจูงสูงสุด (รุ่น 77 kWh)
- 2,000 กิโลกรัม
- Frunk
- 32 ลิตร
- พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายสูงสุด
- 534 ลิตร
- กำลังเครื่องเสียง Harman Kardon
- 480 วัตต์
Volkswagen เปิดเผยรายละเอียดของ ID. Tiguan รถยนต์ไฟฟ้า SUV รุ่นใหม่ในวันที่ 10 ตุลาคม 2026 โดยรถรุ่นนี้จะเข้ามาทำหน้าที่แทน ID. 4 ในไลน์อัปของแบรนด์ ผู้บริหารของ Volkswagen ระบุว่ารุ่นนี้ตั้งใจวางตำแหน่งเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานของ SUV ไฟฟ้า และจะผลิตที่โรงงาน Emden ในประเทศเยอรมนี ส่วนรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปยังคงผลิตที่โรงงาน Wolfsburg ตามเดิม
ชื่อรุ่นนี้ถือเป็นการปรับระบบการตั้งชื่อในตระกูล ID. ครั้งใหญ่ นับตั้งแต่ ID. 3 ซึ่งเปิดตัวในปี 2019 และนับจาก ID. Polo ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ โดยนำชื่อของ Tiguan รุ่นขายดีของแบรนด์มาผสานกับเทคโนโลยีรถไฟฟ้าในกลุ่ม ID. Series ด้านการออกแบบภายนอก ทีมงานเลือกเปลี่ยนจากทรงครอสโอเวอร์ที่เน้นความลื่นไหลของรุ่นก่อนหน้า มาเป็นรูปทรง SUV ที่มีสันและมุมเหลี่ยมชัดเจนขึ้น ตัวถังมีเส้นสายคมและพื้นผิวที่ช่วยให้รถดูหรูกว่าระดับเซกเมนต์เดิม นอกจากนี้ยังกลับมาใช้มือจับประตูแบบดึงเปิดตามรูปแบบดั้งเดิม แทนการซ่อนมือจับไปกับตัวถัง
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ เน้นความเรียบหรู คุณภาพวัสดุ และการใช้งานที่สะดวก หน้าจอหลักประกอบด้วยจอแสดงข้อมูลผู้ขับขี่ขนาด 10 นิ้ว จอระบบ Infotainment ขนาด 15 นิ้ว และจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 12 นิ้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รถรุ่นทำตลาดในยุโรปของ Volkswagen มีจอลักษณะนี้ให้ผู้โดยสาร จอดังกล่าวมีโหมด Privacy Mode ช่วยจำกัดการมองเห็นจากตำแหน่งคนขับ และผู้โดยสารสามารถฟังเสียงผ่านหูฟังบลูทูธที่จับคู่กับระบบเสียงของรถ
แบรนด์ยังนำปุ่มกดจริงกลับมาใช้กับฟังก์ชันสำคัญ เช่น ระบบปรับอากาศที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง และปุ่มบนพวงมาลัยที่เปลี่ยนจากแบบสัมผัสมาเป็นแบบกด ฝั่งคอนโซลกลางมีชุดควบคุมสำหรับปรับเสียงและเปลี่ยนสถานีหรือเพลง รวมถึงแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายมาตรฐาน Qi2 จำนวน 2 ตำแหน่ง พร้อมวงแหวนแม่เหล็กช่วยจัดตำแหน่งโทรศัพท์ให้ตรงกับแท่นชาร์จ ผู้ขับขี่ยังเปิดใช้หน้าจอมาตรวัดแบบ Retro Display ผ่านปุ่มบนพวงมาลัยได้ โดยมาตรวัดจะเปลี่ยนเป็นสไตล์สีฟ้าแดงของ Golf IV ฝั่งซ้ายแสดงความเร็ว ฝั่งขวาแสดงมาตรวัดพลังงานแทนรอบเครื่องยนต์
ด้านเทคโนโลยีช่วยขับขี่ ID. Tiguan มาพร้อมระบบ One-Pedal Driving เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยให้ชะลอความเร็วได้โดยเน้นการถอนคันเร่งเป็นหลัก ระบบ Connected Travel Assist รองรับการช่วยเปลี่ยนเลนบนทางหลวง และช่วยหยุดรถเมื่อพบสัญญาณไฟแดงในเงื่อนไขที่ระบบรองรับ ส่วนอุปกรณ์เสริมมีเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชันนวดและระบายอากาศ ระบบเสียง Harman Kardon กำลังขับ 480 วัตต์ และหลังคากระจก Panoramic roof ระบบ Digital Key ให้ผู้ใช้ปลดล็อก ล็อก และสตาร์ตรถผ่านสมาร์ตโฟนที่รองรับ และสามารถแชร์กุญแจดิจิทัลให้สมาชิกในครอบครัวผ่านแอปพลิเคชัน Volkswagen ได้ รถยังมีอุปกรณ์ PowerSocket สำหรับระบบ Vehicle-to-Load ที่จ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอก
ในด้านระบบขับเคลื่อน มีให้เลือก 3 ระดับกำลัง รุ่นเริ่มต้นเป็นขับเคลื่อนล้อหลังแบบ Standard Range มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 190 แรงม้า (PS) คู่กับแบตเตอรี่ความจุ 58 kWh รุ่นถัดมาเป็นขับเคลื่อนล้อหลังแบบ Long Range กำลังสูงสุด 286 แรงม้า (PS) และแบตเตอรี่ความจุ 77 kWh ส่วนรุ่นท็อปเป็นขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MOTION กำลังสูงสุด 299 แรงม้า (PS) ใช้แบตเตอรี่ความจุ 77 kWh เช่นกัน ระยะทางขับขี่แตกต่างกันตามรุ่นย่อยและขนาดแบตเตอรี่ แต่รุ่นที่เหมาะสมสามารถวิ่งได้สูงสุด 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จตามมาตรฐาน WLTP
สำหรับการใช้งานทั่วไป รุ่นแบตเตอรี่ 58 kWh ลากจูงได้สูงสุด 1,800 กิโลกรัม ส่วนรุ่นแบตเตอรี่ 77 kWh ลากจูงได้สูงสุด 2,000 กิโลกรัม มีช่องเก็บสัมภาระด้านหน้า หรือ Frunk ความจุ 32 ลิตร และพื้นที่ท้ายรถสูงสุด 534 ลิตร ลูกค้าเลือกชุดตกแต่งได้ 4 แบบ ได้แก่ Trend, Life, Style และ R-Line
Volkswagen จะเริ่มเปิดรับจองล่วงหน้าในเยอรมนีและอีกหลายประเทศในยุโรปตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2026 โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 42,695 ยูโร หรือประมาณ 1.63 ล้านบาท ตามข้อมูลที่แบรนด์เผยแพร่ ส่วนกำหนดการทำตลาดนอกยุโรปยังไม่มีข้อมูลในขณะนี้ ผู้อ่านที่สนใจควรติดตามประกาศจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศเพิ่มเติม
ที่มา: Headlightmag

