คลังเสนอกู้ 6,800 ล้านบาท อุดหนุนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คันละ 17,000 บาท
กรมสรรพสามิตเสนอโครงการ MTC EV++ วงเงิน 6,800 ล้านบาท ให้เงินอุดหนุนผู้ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ 400,000 คัน ในปีงบประมาณ 2570
2 พ.ย. 2569, 19:11 น.
สเปกทั้งหมด
- วงเงินโครงการ
- 6,800 ล้านบาท
- เงินอุดหนุนต่อคัน
- 17,000 บาท
- จำนวนรถเป้าหมาย
- 400,000 คัน
- ดอกเบี้ย EIR
- 23 ร้อยละต่อปี
- ระยะเวลาเช่าซื้อ
- 36 เดือน
- อัตรา LTV หลังอุดหนุน
- 66 ร้อยละ
ที่มาของโครงการ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตเสนอโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดับเบิ้ลพลัส หรือ MTC EV++ โดยขอวงเงิน 6,800 ล้านบาท จากเงินกู้ตามพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
แผนนี้จะให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชนที่ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าชนิด BEV ที่ผลิตในประเทศ คันละ 17,000 บาท รวม 400,000 คัน ทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2570 โดยจ่ายผ่านผู้ผลิตในลักษณะของส่วนลดหรือเงินดาวน์ วัตถุประสงค์คือลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและเร่งให้ผู้ขับขี่รถสันดาปหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น
ภาพรวมตลาดรถไฟฟ้าในไทย
ข้อมูลของกรมสรรพสามิตระบุว่า จำนวนรถยนต์ BEV จดทะเบียนใหม่เพิ่มจาก 1,950 คันในปี 2564 เป็น 122,561 คันในปี 2568 คิดเป็นร้อยละ 20.23 ของตลาดรถยนต์ใหม่ ส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนใหม่ในปี 2568 มีเพียง 23,971 คัน หรือร้อยละ 1.38 ของตลาดรถจักรยานยนต์ใหม่ทั้งหมด
หน่วยงานมองว่าราคาซื้อเริ่มต้นที่ยังสูงเมื่อเทียบกับกำลังซื้อเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และแรงงานที่ใช้รถในการทำงาน กลุ่มเหล่านี้ยังเข้าถึงเงินดาวน์และแหล่งเงินทุนได้จำกัด นอกจากนี้ ตลาดที่มีขนาดเล็กทำให้การลงทุนด้านการผลิต ชิ้นส่วน แบตเตอรี่ และโครงสร้างพื้นฐานขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ต้นทุนการผลิตจึงยังอยู่ในระดับสูง
การคำนวณภาระผ่อนและค่าพลังงาน
กรมสรรพสามิตใช้ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของรถจักรยานยนต์ BEV ที่ 50,000 บาทในการคำนวณ เมื่อนำเงินอุดหนุนไปใช้เป็นเงินดาวน์ ยอดเงินต้นจะเหลือราว 33,000 บาท ภาระผ่อนต่อเดือนลดจาก 2,071 บาท เหลือ 1,367 บาท หรือลดลงราวร้อยละ 34 ภายใต้สมมติฐานเช่าซื้อ 36 เดือน และดอกเบี้ย EIR ร้อยละ 23 ต่อปี ส่วนอัตราส่วนหนี้ต่อมูลค่าหลักประกันหรือ LTV ลดจากราวร้อยละ 100 เหลือร้อยละ 66 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
ด้านค่าพลังงาน ข้อเสนอระบุว่าผู้ใช้รถจักรยานยนต์ BEV จะประหยัดได้ราว 5,700 บาทต่อคันต่อปี โดยอ้างอิงการใช้งาน 1,000 กิโลเมตรต่อเดือน เทียบกับรถสันดาปที่วิ่งได้ 60 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อแก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 36 บาทต่อลิตร และรถไฟฟ้าใช้พลังงาน 30 Wh ต่อกิโลเมตร ที่ค่าไฟเฉลี่ย 4 บาทต่อหน่วย ตามการคำนวณนี้ เงินอุดหนุน 17,000 บาทจะชดเชยได้จากค่าพลังงานที่ประหยัดภายในราว 3 ปี
เป้าหมายและผลประโยชน์ที่คาดหวัง
กรมสรรพสามิตให้เหตุผลว่า เมื่อรวมกับรถจักรยานยนต์ BEV ที่จดทะเบียนสะสมอยู่แล้ว ประเทศจะมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสะสมราว 500,000 คัน ซึ่งเพียงพอให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานมีความมั่นใจ และนำไปสู่การประหยัดต่อขนาด ก่อนที่ตลาดจะเติบโตด้วยกลไกของตลาดเอง โดยลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐในอนาคต
โครงการกำหนดว่า รถที่ได้รับการสนับสนุนร้อยละ 100 ต้องผลิตหรือประกอบในประเทศ และผ่านเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย ตัวชี้วัดคือจำนวนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและจดทะเบียนใหม่ในปีงบประมาณ 2570 ต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2569 พร้อมลดการใช้น้ำมันไม่น้อยกว่า 18 ล้านลิตรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่น้อยกว่า 45,000 ตันต่อปี
การประเมินผลและแผนการจ่ายเงิน
กรมสรรพสามิตประเมินว่า โครงการจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน 3,379.20 ล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนพลังงานและการนำเข้าน้ำมัน 2,280 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 204,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าการลดต้นทุนทางสังคม 1,279.08 ล้านบาทต่อปี จากการใช้ต้นทุนทางสังคมราว 6,270 บาทต่อตัน และอัตราการปล่อยของรถสันดาปที่ 42.5 กรัมต่อกิโลเมตร
ด้านแผนการจ่ายเงิน กำหนดให้เริ่มเบิกจ่ายในเดือนพฤศจิกายน 485.4690 ล้านบาท และสูงที่สุดในเดือนธันวาคม 619.4120 ล้านบาท จากนั้นทยอยจ่ายเดือนละราว 421 ถึง 604 ล้านบาท ส่วนเดือนกันยายน 2570 ตั้งงบไว้ 1,372.8180 ล้านบาท เนื่องจากรวมยอดของเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2570 ไว้ด้วยกัน
กรมสรรพสามิตระบุว่า โครงการพร้อมดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องใช้พื้นที่ก่อสร้าง และมีบุคลากรกับระบบสารสนเทศรองรับแล้ว จะมีการพัฒนาระบบเพิ่มเติมในส่วนการขึ้นทะเบียน ตรวจสอบสิทธิ และเบิกจ่าย พร้อมยืนยันว่าวงเงินนี้ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือมาตรการอื่น และเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ไม่สามารถใช้งบประมาณประจำปี 2569 และ 2570 ได้
ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ


