เกียร์ว่าง
ราคา/โปรโมชัน

ราคา smart #1 #3 #5 ในไทยเริ่ม 1.449 ล้านบาท เทียบคู่แข่งแล้วคุ้มแค่ไหน

smart กลับมาทำตลาดไทยพร้อมรถ EV สามรุ่น ราคาเริ่มต้น 1.449 ล้านบาท ขณะที่คู่แข่งหลายรายตั้งราคาต่ำกว่า ลองดูว่าส่วนต่างนี้คุ้มหรือไม่

5 พ.ย. 2569, 03:48 น.

ราคา smart #1 #3 #5 ในไทยเริ่ม 1.449 ล้านบาท เทียบคู่แข่งแล้วคุ้มแค่ไหน รูปที่ 1
ราคา smart #1 #3 #5 ในไทยเริ่ม 1.449 ล้านบาท เทียบคู่แข่งแล้วคุ้มแค่ไหน รูปที่ 2
ราคา smart #1 #3 #5 ในไทยเริ่ม 1.449 ล้านบาท เทียบคู่แข่งแล้วคุ้มแค่ไหน รูปที่ 3
ราคา smart #1 #3 #5 ในไทยเริ่ม 1.449 ล้านบาท เทียบคู่แข่งแล้วคุ้มแค่ไหน รูปที่ 4
ราคา smart #1 #3 #5 ในไทยเริ่ม 1.449 ล้านบาท เทียบคู่แข่งแล้วคุ้มแค่ไหน รูปที่ 5
1 / 5
ภาพ: Alexander-93 / Wikimedia Commons (CC BY-SA 4.0)
1,449,000บาทราคา smart #1 Premium
1,749,000บาทราคา smart #5 Premium
363แรงม้ากำลังสูงสุด smart #5 Premium
สเปกทั้งหมด
ราคา smart #1 Premium
1,449,000 บาท
ราคา smart #3 Premium
1,549,000 บาท
ราคา smart #5 Premium
1,749,000 บาท
กำลังสูงสุด smart #5 Premium
363 แรงม้า
ระยะทางสูงสุด smart #5 Premium (WLTP)
540 กม.
อัตราเร่ง smart #3 Premium 0-100 กม./ชม.
5.8 วินาที
ความจุแบตเตอรี่ smart #5 Premium
100 kWh

smart กลับมาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเปิดตัวรถไฟฟ้าสามรุ่นพร้อมกัน ได้แก่ smart #1, smart #3 และ smart #5 ทั้งสามรุ่นมีราคาเริ่มต้นที่ 1.449 ล้านบาท ทันทีที่ราคาถูกเปิดเผย ก็มีคำถามตามมาว่าราคานี้สูงเกินไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับตลาดรถ EV ไทยที่มีตัวเลือกหลากหลายและให้สเปกจัดเต็ม

ราคาและรุ่นที่เปิดขาย

smart เปิดตลาดด้วยรุ่น Premium ทั้งสามรุ่น โดยราคาขายอย่างเป็นทางการในตอนนี้คือ smart #1 Premium 1,449,000 บาท smart #3 Premium 1,549,000 บาท และ smart #5 Premium 1,749,000 บาท ผู้สนใจสามารถจองผ่าน smart Thailand โดยวางเงินจอง 10,000 บาท ส่วนต่างราคาระหว่างรุ่นไม่มากนัก คือห่างกัน 100,000 บาทระหว่าง #1 กับ #3 และห่างอีก 200,000 บาทระหว่าง #3 กับ #5 จึงทำให้ผู้ซื้อที่มีงบราว 1.4 ถึง 1.7 ล้านบาทต้องคิดให้ดีว่าจะเลือกรุ่นใด

smart #1 และคู่แข่งที่ราคาใกล้กัน

smart #1 เป็นอีวีขนาดกะทัดรัดแบบ SUV ที่เน้นดีไซน์ ความพรีเมียม และความคล่องตัวในการขับในเมือง รุ่นที่ขายในไทยใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 272 แรงม้า แรงบิด 343 นิวตันเมตร และเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในเวลา 6.7 วินาที ระยะทางสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 440 กม. ตามมาตรฐาน WLTP ส่วนอุปกรณ์มีทั้งหลังคาพาโนรามา ระบบเสียง Beats 13 ลำโพง และชุดช่วยเหลือการขับขี่ ADAS

เมื่อดูคู่แข่งอย่าง ZEEKR X MY2026 ซึ่งปรับราคาลงมาเหลือ 899,000 บาทสำหรับรุ่น Standard RWD และ 1,069,000 บาทสำหรับรุ่น Flagship AWD รุ่นหลังทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ประมาณ 3.8 วินาที ราคาของ smart #1 จึงสูงกว่าราว 380,000 บาท หากเทียบเฉพาะตัวเลขอย่างกำลังหรืออัตราเร่ง smart #1 ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ชนะเรื่องความคุ้มค่าอย่างชัดเจน แบรนด์จึงต้องชูจุดอื่น เช่น ดีไซน์ แบรนด์ และประสบการณ์การใช้งาน

smart #3 ในสนามที่แข่งขันหนัก

smart #3 เป็น SUV คูเป้ที่มีบุคลิกสปอร์ตกว่า #1 รุ่น Premium ขับเคลื่อนล้อหลังเช่นกัน ให้กำลัง 272 แรงม้า แรงบิด 343 นิวตันเมตร และเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ใน 5.8 วินาที ระยะทางสูงสุดประมาณ 455 กม. ตามมาตรฐาน WLTP มีฐานล้อยาว 2,785 มม. พร้อมจอแสดงผลแบบ HUD และจอกลางขนาด 12.8 นิ้ว

ที่ระดับราคา 1,549,000 บาท smart #3 ต้องแข่งกับ XPENG G6 AWD Performance ซึ่งมีราคา 1,489,000 บาท รุ่นนี้ใช้สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V และรองรับการชาร์จเร็ว 5C XPENG ระบุว่าชาร์จจาก 10 ถึง 80% ได้ประมาณ 12 นาทีในเงื่อนไขที่เหมาะสม ส่วนต่างราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท ซึ่งหมายความว่า smart ต้องอธิบายคุณค่าให้ผู้ซื้อที่ให้น้ำหนักกับแบตเตอรี่ ความเร็วในการชาร์จ ระยะทาง และเทคโนโลยีในรถ

smart #5 ส่วนต่างที่อธิบายได้ง่ายกว่า

smart #5 Premium ราคา 1,749,000 บาท ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหลังให้กำลัง 363 แรงม้า แรงบิด 373 นิวตันเมตร และเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในราว 6.5 วินาที จุดเด่นคือแบตเตอรี่ NCM ขนาด 100 kWh ระยะทางสูงสุดประมาณ 540 กม. ตามมาตรฐาน WLTP สถาปัตยกรรมแรงดันสูง 800V และรองรับการชาร์จระดับ 4C ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหรามากขึ้น ทั้งระบบเสียง Sennheiser แบบ 7.1.4 เบาะหนัง Nappa และวัสดุสัมผัสนุ่ม พื้นที่ใช้สอยก็มากกว่า #1 และ #3 อย่างชัดเจน

ตลาด EV ที่เปลี่ยนไป

ราคาที่สูงกว่าคู่แข่งกลายเป็นประเด็นหลักของ smart BYD SEALION 7 MY2026 มีราคาเริ่มต้น Premium 1,199,900 บาท AWD Performance 1,299,900 บาท และ AWD Ultimate 1,349,900 บาท รุ่น AWD Ultimate มาพร้อมแบตเตอรี่ 91.3 kWh รองรับ DC Charging สูงสุด 230 kW และระยะทางที่ประกาศไว้สูงสุด 600 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งทำให้ราคาต่างจาก smart #5 ราว 399,100 บาท ต้นทางเตือนว่าการเทียบ NEDC กับ WLTP ตรง ๆ ไม่ค่อยยุติธรรม และสองแบรนด์มีแนวทางที่ต่างกันพอสมควร นอกจากนี้ต้นทางยังเขียนราคาเริ่มต้นของ SEALION 7 ไว้สองแบบ คือ 1,199,900 บาท และ 1.1999 ล้านบาท จึงควรตรวจสอบกับผู้จำหน่ายอีกครั้ง

ผู้ซื้อรถ EV ในไทยปัจจุบันมีตัวเลือกราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทหลายรุ่น ทำให้ราคาระดับ 1.5 ล้านบาทไม่ได้ดูเหมือนเดิมอีกต่อไป คำถามสำคัญของลูกค้าจึงเป็นเรื่องว่า ทำไมต้องจ่ายเพิ่มราว 300,000 ถึง 400,000 บาทเพื่อซื้อ smart

จุดแข็งที่ smart ยังมี

สิ่งที่ smart ยังมีคือดีไซน์ที่มีบุคลิกชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากรถ EV จีนทั่วไป โดย smart ระบุว่าทีมออกแบบของ Mercedes-Benz มีส่วนร่วมในการพัฒนาดีไซน์ นอกจากนี้ smart วางตำแหน่งตัวเองเป็นแบรนด์ EV พรีเมียม ไม่ได้มุ่งเป็นรถราคาถูก การแข่งด้านราคาโดยตรงกับ BYD หรือ DEEPAL จึงอาจไม่ใช่เกมที่แบรนด์ต้องการเล่นตั้งแต่แรก

ด้านการขายและบริการ smart ประเทศไทยเข้ามาทำตลาดผ่าน Thonburi Group และมีแผนใช้เครือข่ายผู้จำหน่าย Mercedes-Benz สนับสนุนการขายและงานบริการหลังการขาย ช่วงแรกมีแผนเปิด Shop-in-Shop ร่วมกับเครือข่าย Mercedes-Benz จำนวน 10 แห่ง สำหรับผู้ซื้อในระดับราคาล้านกลาง ๆ ปัจจัยนี้อาจมีน้ำหนักมากกว่าการได้แรงม้าเพิ่มอีกเล็กน้อย

สรุป

จากข้อมูลในต้นทาง smart ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสเปกโดยตรง คำถามที่แท้จริงคือ smart จะทำให้ผู้ซื้อยอมจ่ายแพงกว่าคู่แข่งราว 300,000 ถึง 400,000 บาทได้หรือไม่ ต้นทางมองว่า smart #5 น่าสนใจที่สุดในสามรุ่น เพราะเพิ่มราคาจาก #3 เพียง 200,000 บาท แต่ได้ตัวรถที่ใหญ่กว่า แบตเตอรี่ 100 kWh ระบบ 800V ห้องโดยสารระดับสูงขึ้น และเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงรถ Flagship มากขึ้น ส่วน smart #1 และ #3 ต้องเผชิญสงครามราคาที่รุนแรงที่สุด ผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ แบรนด์ และประสบการณ์หลังการขายอาจพบเหตุผลที่น่าสนใจ ขณะที่ผู้ซื้อที่ต้องการสเปกสูงสุดในงบเดียวกันอาจพบตัวเลือกที่คุ้มกว่า

ที่มา: Car2Day

ข่าวล่าสุด