Honda เปิดตัว CBR1000RR-R Fireblade 2027 ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน
ฮอนด้าเปิดตัวซูเปอร์สปอร์ต CBR1000RR-R Fireblade ปี 2027 ที่งาน EICMA 2026 มีชิ้นส่วนใหม่ราว 75% พร้อมรุ่น HRC Works Edition สำหรับการแข่งขัน
3 พ.ย. 2569, 11:00 น.

สเปกทั้งหมด
- ความจุเครื่องยนต์
- 999 cm³
- ความแข็งด้านข้างของโครงเทียบรุ่นก่อน
- ลดลง 20 %
- น้ำหนักที่ลดได้ของโครง
- 440 g
- รอบเครื่องที่ท่อไอดีเปลี่ยนการทำงาน
- 11,750 rpm
- ความหนาผนังโครงที่บางที่สุด
- 2 mm
- เส้นผ่านศูนย์กลางแกนหมุนสวิงอาร์ม
- จาก 20 เป็น 17 mm
- ชิ้นส่วนที่ออกแบบใหม่
- ราว 75 %
- น้ำหนักที่ลดได้ของฝาสูบรุ่น SP
- มากกว่า 200 g
ฮอนด้าเปิดตัวซีรีส์ CBR1000RR-R Fireblade ซูเปอร์สปอร์ตรุ่นธงของค่าย ในรูปแบบโมเดลปี 2027 ที่งาน EICMA 2026 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ช่วงสื่อมวลชนจัดวันที่ 3 ถึง 4 พฤศจิกายน 2026 ส่วนวันเปิดให้ผู้เข้าชมทั่วไปอยู่ระหว่างวันที่ 5 ถึง 8 พฤศจิกายน ค่ายระบุว่าโมเดลนี้ออกแบบใหม่ทั้งคัน โดยมีแนวคิดหลักคือการควบคุมที่สมบูรณ์เพื่อสนามแข่งเป็นสำคัญ
ไลน์อัปปี 2027
ซีรีส์ปี 2027 มีสามรุ่นย่อย ได้แก่ Fireblade รุ่นมาตรฐาน Fireblade SP ที่ใช้ระบบช่วงล่างควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ และรุ่นใหม่ HRC Works Edition ซึ่งเป็นโมเดลรับรองสำหรับการแข่งขัน FIM Superbike World Championship หรือ WSBK ค่ายระบุว่าตัวรถได้รับการออกแบบให้ใช้งานบนถนนได้ตามกฎของแต่ละตลาด
จุดสำคัญของรุ่นปี 2027 คือการปรับชิ้นส่วนราว 75% ของตัวรถ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันบนสนาม โดยยังพยายามให้การขับขี่บนถนนสาธารณะคล่องตัวขึ้นด้วย
โครงรถและช่วงล่าง
โครงอลูมิเนียมแบบท่อคู่ถูกออกแบบใหม่ ค่ายปรับช่องเปิดบริเวณหัวท่อให้อากาศไหลเข้ากล่องกรองได้มากขึ้นและช่วยเรื่องความแข็งด้านข้าง นอกจากนี้ขาแขวนเครื่องยนต์เปลี่ยนจากชิ้นหล่อเดียวที่มีตัวเสริมแข็งในตัว มาเป็นการยึดด้วยน็อตและบราเก็ตแยกชิ้น ทำให้การออกแบบโครงมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ผลคือความแข็งด้านข้างลดลง 20% เทียบกับรุ่นก่อน ขณะที่ความแข็งเชิงบิดยังคงเดิม ค่ายระบุว่าการปรับนี้ช่วยให้การเข้าโค้ง ความรู้สึกของยางกับพื้น และความนิ่งขณะเร่งดีขึ้น โครงใช้เทคนิคหล่อแบบผนังบาง ทำให้ผนังที่บางที่สุดเหลือเพียง 2mm และลดน้ำหนักได้ 440g เทียบกับรุ่นก่อนสำหรับรุ่น Fireblade และ Fireblade SP
สวิงอาร์มอลูมิเนียมก็ถูกออกแบบใหม่เช่นกัน เส้นผ่านศูนย์กลางของแกนหมุนลดจาก 20mm เหลือ 17mm ความแข็งด้านข้างลดลง 12% โดยความแข็งเชิงบิดยังคงเดิม ช่วยให้ยางหลังเกาะพื้นขณะเข้าโค้งได้ดีขึ้น ค่าการหน่วงของโช้กถูกปรับแยกตามแต่ละรุ่นเพื่อให้สมดุลระหว่างสนามแข่งกับถนนทั่วไป
เครื่องยนต์และระบบไอดี
เครื่องยนต์ยังคงเป็นอินไลน์สี่สูบ DOHC สี่วาล์วระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 999cm³ จุดที่ค่ายเน้นคือระบบท่อไอดีแบบปรับความยาวได้สองขั้น ซึ่งค่ายระบุว่าเป็นครั้งแรกสำหรับมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตจำนวนมากของฮอนด้า ท่อไอดีสองชิ้นจะแยกตัวในแนวตั้งเมื่อรอบเครื่องถึง 11,750rpm ขึ้นไป ช่วยเพิ่มกำลังช่วงรอบกลางถึงต่ำโดยยังรักษาสมรรถนะรอบสูง
ระบบคันเร่งไฟฟ้าแบบสองมอเตอร์ก็ได้รับการปรับปรุง ทำให้การตอบสนองของคันเร่งดีขึ้นเมื่อเร่ง และการเบรกด้วยเครื่องยนต์เมื่อลดความเร็วทำได้ละเอียดขึ้น ส่วนฝาสูบเปลี่ยนจากอลูมิเนียมเป็นแมกนีเซียม ช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่า 200g ในรุ่น Fireblade SP
ความแตกต่างของแต่ละรุ่น
รุ่น Fireblade ยังคงใช้โช้กหน้า SHOWA Big Piston Fork และโช้กหลัง SHOWA BFRC-lite ส่วนรุ่น Fireblade SP ใช้ช่วงล่าง Öhlins ที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มถังน้ำมันไทเทเนียมที่ไม่ต้องมีฝาพลาสติกครอบด้านนอก ถังนี้มีผิวแบบขัดละเอียดที่เผยให้เห็นไทเทเนียมบางส่วน พร้อมเครื่องหมายตราประจำรุ่น Honda Flagship WING แบบโมโนโทนสีเงินและดำ
รุ่น HRC Works Edition ออกแบบสำหรับขับคนเดียวโดยเฉพาะ มีปีกกันอากาศด้านหน้าและชิ้นส่วนอื่นทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงช่วงล่าง Öhlins NPX และ TTX36 ที่ปรับแข็งอ่อนได้ด้วยกลไก ระบบเบรกใช้ Brembo Hypure Sports นอกจากนี้ยังมีชุด HRC Racing Kit สำหรับให้เป็นไปตามกฎการแข่งขัน ค่ายเตือนว่าการติดตั้งชุดนี้จะทำให้การรับประกันของผู้ผลิตเป็นโมฆะ
วัสดุยั่งยืน
ฮอนด้าตั้งเป้าใช้วัสดุยั่งยืน 100% ภายในปี 2050 และทุกรุ่นของ CBR1000RR-R ปี 2027 ใช้วัสดุยั่งยืนสี่ประเภท ได้แก่ กระจกหน้าที่ทำจากพลาสติกวิศวกรรมจากพืช DURABIO ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของ Mitsubishi Chemical เบาะรีไซเคิลจากเศษวัสดุในการผลิต และชิ้นส่วนอื่นที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน ส่วนตราประจำรุ่นทำจากอะคริลิกที่ผ่านการรีไซเคิลทางเคมี
แหล่งข่าวนี้ไม่ได้ระบุราคาหรือวันเปิดขายในประเทศไทย จึงยังไม่มีข้อมูลด้านราคาสำหรับรุ่นปี 2027 ในตอนนี้
ที่มา: Honda Global

