GAC เปิดรถใหม่ 3-4 รุ่น และลงทุนโรงงานแห่งที่ 2 ในไทย
GAC Aion เผยแผนเปิดตัวรถใหม่ 3-4 รุ่น ตั้งเป้าขาย 50,000 คันในปี 2570 และเตรียมลงทุนโรงงานแห่งที่ 2 ในประเทศไทย
14 ต.ค. 2569, 03:50 น.
สเปกทั้งหมด
- เงินลงทุนโรงงานแห่งที่ 2
- 5,000 ล้านบาท
- เป้ายอดขายปี 2570
- 50,000 คัน
- กำลังการผลิตภายในปี 2570
- 100,000 คันต่อปี
- ราคารถทั้งตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
- อย่างน้อย 50,000 บาทต่อรุ่น
- ยอดขายที่คาดในปีนี้
- มากกว่า 25,000 คัน
- สถานีสลับแบตเตอรี่ในปีนี้
- 20-25 แห่ง
- เวลาสลับแบตเตอรี่
- 2 นาทีต่อคัน
GAC ผ่านบริษัท GAC AION Thailand เปิดเผยทิศทางธุรกิจในไทย โดยระบุว่าจะเปิดตัวรถใหม่ราว 3-4 รุ่น และเตรียมเงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ข้อมูลนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ Mr.Andrew Wang ประธานกรรมการบริหาร GAC AION Thailand
ยอดขายและรถที่จะเปิดตัว
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-สิงหาคม) ยอดขายของ GAC สูงกว่ายอดขายทั้งปี 2568 และบริษัทคาดว่าปีนี้จะทำได้มากกว่า 25,000 คัน รถรุ่นเดียวที่เปิดตัวในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาคือ GAC GN8 ซึ่งเป็นรถ MPV 3 แถวระบบ PHEV
ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทวางแผนเปิดตัวอีก 2 รุ่น ได้แก่ Aion i60 และ Aion UT Cross โดย UT Cross เพิ่งเปิดตัวในยุโรปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
สำหรับปี 2570 บริษัทมีแผนเปิดตัวรถ 4 รุ่น ได้แก่ Aion N60, Aion B10, Hyptec s600 และรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก (Compact SUV) ตั้งเป้ายอดขายไว้ราว 50,000 คัน และคาดว่าจะขึ้นไปอยู่ในกลุ่มสามอันดับแรกของตลาดในทุกเซกเมนต์ได้ภายในปีหน้า ส่วนแผนระยะกลาง 3 ปี (2569-2571) บริษัทระบุว่าจะเปิดตัวรถใหม่อย่างน้อย 8-10 รุ่น ทั้งภายใต้แบรนด์ Aion และ Hyptec พร้อมนำเทคโนโลยี REEV เข้ามาจำหน่ายในไทยเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าสัดส่วนการขายจะอยู่ที่ BEV 70% และ REEV 30%
ภาษีสรรพสามิตและการเลื่อนเทคโนโลยี
Mr. Wang ระบุว่าโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่ผูกอัตราภาษีกับสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงการสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV3.5 จะทำให้ระดับราคารถทั้งตลาดสูงขึ้นอย่างน้อย 50,000 บาทต่อรุ่นเมื่อเทียบกับปัจจุบัน เรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป บริษัทจึงเลื่อนการเปิดตัวเทคโนโลยี REEV ในปีนี้ออกไปเพื่อรอความชัดเจนด้านภาษี แม้จะยังมั่นใจว่าตลาดรถยนต์ยังไปได้ดี
นอกจากนี้ GAC ยังมีความร่วมมือกับ Huawei ซึ่งกำลังพัฒนาไปสู่การตั้งแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมชื่อ Qijing (ฉีจิ้ง) เป้าหมายคือตลาดรถยนต์อัจฉริยะระดับไฮเอนด์ ส่วนการนำแบรนด์นี้เข้าไทยยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่ต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง
โรงงานและชิ้นส่วนในประเทศ
การประกอบรถในโรงงานของบริษัทในไทยมีกำลังการผลิตปัจจุบัน 50,000 คันต่อปี และมีแผนเพิ่มเป็น 100,000 คันต่อปีภายในปี 2570 พร้อมเพิ่มการประกอบรถรุ่นใหม่อีก 3-4 รุ่นในเร็วๆ นี้ ปัจจุบันบริษัทมีความร่วมมือกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศแล้ว 20 ราย และจะเพิ่มต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสัดส่วน local content
Mr. Wang ยอมรับว่าบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยมาได้เพียง 3 ปี ยังไม่อาจเทียบกับบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจในไทยมานานกว่า 60 ปีในเรื่องซัพพลายเชน และการประกอบในไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าจีนราว 30-40%
บริษัทวางแผนเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในไทยภายในเดือนตุลาคมนี้ และมีแผนเปิดโรงงานประกอบมอเตอร์ขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้าด้วย ขณะเดียวกันยังมีแผนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่ 2 โดยใช้เงินลงทุนราว 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมอาคารและที่ดิน เหตุผลหนึ่งคือโรงงานปัจจุบันเป็นการเช่าพื้นที่ที่จะสิ้นสุดสัญญาในช่วงปี 2570 โรงงานใหม่คาดว่าจะเริ่มผลิต Aion i60 เป็นรุ่นแรก และจะมีกระบวนการเชื่อมตัวถังและพ่นสีตัวถังในโรงงานเดียวกัน
สถานีสลับแบตเตอรี่สำหรับแท็กซี่
บริษัทยังขยายธุรกิจสถานีสลับแบตเตอรี่สำหรับแท็กซี่ฟลีท โดยใช้กับรุ่น Aion Y Plus ที่ประกอบในไทยและติดตั้งระบบสลับแบตเตอรี่ คาดว่าจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในปลายเดือนตุลาคม มีเป้าหมายยอดขายระดับหลักร้อยคันต่อเดือน
สำหรับสถานีสลับแบตเตอรี่ บริษัทตั้งเป้าไว้ประมาณ 20-25 แห่งในปีนี้ เริ่มจากกรุงเทพฯ เป็นหลักก่อนขยายสู่ต่างจังหวัดในปี 2570 แต่ละแห่งคาดใช้เงินลงทุนราว 25 ล้านบาท โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์จีนและอยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ในไทย ระบบนี้ใช้เวลาสลับแบตเตอรี่ราว 2 นาทีต่อคัน และรองรับได้ 700 คันต่อวัน
ปัจจุบันไทยมีแท็กซี่ราว 70,000-80,000 คัน และมีการปลดระวางแท็กซี่เก่าราว 5,000 คันต่อปี GAC คาดว่าจะดึงกลุ่มแท็กซี่ที่ปลดระวางให้หันมาใช้แท็กซี่ไฟฟ้าแทนรถเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาด 50% ของแท็กซี่ใหม่ต่อปี
ทั้งหมดนี้เป็นแผนที่บริษัทระบุไว้ในช่วงเวลานี้ การดำเนินการจริงจะขึ้นอยู่กับความชัดเจนด้านภาษีสรรพสามิตและสภาพตลาดในช่วงที่เหลือของปี
ที่มา: Autolife Thailand







