กรมสรรพสามิตปรับเงื่อนไข EV3 และ EV3.5 กำหนดวันสุดท้ายยื่นขอเงินอุดหนุน
กรมสรรพสามิตเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ 3 ฉบับ กำหนดวันสุดท้ายยื่นคำขอเงินอุดหนุน EV3 และ EV3.5 และแก้ชื่อชิ้นส่วนที่ต้องผลิตในประเทศ
25 ต.ค. 2569, 16:03 น.
สเปกทั้งหมด
- วันสุดท้ายยื่นแบบคำขอ EV3
- 5 ธันวาคม 2569
- วันสุดท้ายยื่นแบบคำขอ EV3.5
- 30 มิถุนายน 2571
- เงินอุดหนุนรถยนต์นั่ง EV3.5 ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท (แบตเตอรี่ 50 kWh ขึ้นไป จำหน่ายภายใน 31 ธ.ค. 2567)
- 100,000 บาทต่อคัน
- เงินอุดหนุนรถกระบะไฟฟ้า EV3.5 (น้ำหนักรวมไม่เกิน 4,000 กก.)
- 100,000 บาทต่อคัน
- เงินอุดหนุนรถจักรยานยนต์ EV3.5
- 10,000 บาทต่อคัน
- ราคารถยนต์นั่งสูงสุดที่เข้าเงื่อนไข
- 2 ล้าน บาท
กรมสรรพสามิตเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการร่างประกาศสามฉบับระหว่างวันที่ 22 ถึง 29 ตุลาคม 2569 เพื่อปรับเงื่อนไขมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV3 และ EV3.5 สาระสำคัญคือการกำหนดวันสุดท้ายสำหรับการยื่นแบบคำขอรับเงินอุดหนุน ซึ่งประกาศฉบับเดิมของทั้งสองมาตรการยังไม่มีการระบุไว้ และการเปลี่ยนชื่อชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องผลิตในประเทศ
ที่มาของการปรับปรุง
การปรับเงื่อนไขครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ซึ่งรับทราบรายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี ครั้งที่ 1/2569 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 บอร์ดเห็นชอบให้ปรับปรุงเงื่อนไขของทั้งสองมาตรการ โดยมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ พร้อมกับทำให้การบริหารงบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ บอร์ดยังมอบหมายให้อธิบดีกรมสรรพสามิต หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย มีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้มีสิทธิที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการทั้งสอง
กำหนดเวลายื่นคำขอ
เอกสารรับฟังความคิดเห็นระบุว่า ประกาศฉบับเดิมไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดการยื่นแบบคำขอรับเงินอุดหนุน ส่งผลให้การดำเนินการขาดความชัดเจนและกระทบการวางแผนใช้งบประมาณ ร่างใหม่จึงกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV3 ยื่นแบบคำขอภายใน 60 วันนับจากวันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบ หรือภายในวันที่ 5 ธันวาคม 2569 ส่วนผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV3.5 ต้องยื่นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2571
หากผู้มีสิทธิไม่ยื่นแบบคำขอภายในกำหนด จะถือว่าไม่ได้รับสิทธิรับเงินอุดหนุนภายใต้มาตรการนั้นอีกต่อไป ทางกรมระบุว่าการกำหนดวันสิ้นสุดมีขึ้นเพื่อไม่ให้งบประมาณคงเหลือต้องถูกพับไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ในด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศได้
เปลี่ยนชื่อชิ้นส่วนที่ต้องผลิตในประเทศ
อีกประเด็นสำคัญคือการแก้ชื่อชิ้นส่วนที่ต้องผลิตในประเทศ จากเดิมที่เรียกว่า PCU Inverter เป็น Integrated Inverter เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับรถยนต์ประหยัดพลังงานแบบไฮบริด HEV และปลั๊กอินไฮบริด PHEV ที่ใช้คำนี้อยู่แล้ว การแก้ไขนี้ครอบคลุมทั้งสองมาตรการและประกาศเรื่องรถยนต์นั่งหรือรถโดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่งแบบพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขการเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษ
ภายใต้ร่างประกาศ ผู้เข้าร่วมมาตรการต้องใช้แบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศกับรถยนต์ไฟฟ้า BEV ทุกคัน โดยเลือกได้หนึ่งในสามทางเลือก ทางเลือกแรกคือแบตเตอรี่ระดับเซลล์ ทางเลือกที่สองคือแบตเตอรี่ระดับโมดูลที่ใช้ Integrated Inverter ที่ผลิตในประเทศ และมีชิ้นส่วนในประเทศอย่างน้อย 1 จาก 5 รายการ ทางเลือกที่สามคือแบตเตอรี่ระดับการประกอบแพ็ก ซึ่งต้องมีชิ้นส่วนในประเทศอย่างน้อย 2 จาก 5 รายการ
รายการชิ้นส่วนที่เลือกได้ ได้แก่ มอเตอร์ขับเคลื่อน เกียร์ทดรอบ คอมเพรสเซอร์แอร์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมการขับขี่ เงื่อนไขชุดนี้มีผลตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 วันที่ 1 มกราคม 2573 และวันที่ 1 มกราคม 2578
อัตราเงินอุดหนุนตามประกาศเดิม
เอกสารยังระบุอัตราเงินอุดหนุนของประกาศเดิมไว้ด้วย สำหรับมาตรการ EV3.5 รถยนต์นั่งที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท หากนำเข้าหรือผลิตในประเทศและจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จะได้รับ 50,000 บาทต่อคันสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 10 ถึงต่ำกว่า 50 kWh และ 100,000 บาทต่อคันสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 50 kWh ขึ้นไป
สำหรับกรณีจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 อัตราลดลงเป็น 35,000 บาทและ 75,000 บาทตามลำดับ ส่วนรถยนต์นั่งที่ผลิตในประเทศและจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ได้รับ 25,000 บาทและ 50,000 บาทตามขนาดแบตเตอรี่ รถกระบะที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 4,000 กิโลกรัมได้รับ 100,000 บาทต่อคัน และรถจักรยานยนต์ได้รับ 10,000 บาทต่อคัน โดยกำหนดจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2571 สำหรับกลุ่มที่จำหน่ายในปี 2570
ประกาศ EV3.5 ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ได้ขยายหลักเกณฑ์เรื่องรถยนต์นั่งให้ครอบคลุมรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนด้วย
สถานะปัจจุบัน
เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของร่างประกาศและการรับฟังความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 และ EV3.5 รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ควรติดตามรายละเอียดฉบับจริงที่ประกาศอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะวันสุดท้ายในการยื่นแบบคำขอ เพราะหากพ้นกำหนดจะไม่มีสิทธิรับเงินอุดหนุนตามมาตรการนั้นอีกต่อไป
ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ



