เกียร์ว่าง
ข่าวไทย

ใบขับขี่อายุ 55 ปี สร้างดราม่า กรมขนส่งยืนยันใบตลอดชีพยังใช้ได้

แนวคิดปรับเกณฑ์ใบขับขี่สำหรับผู้มีอายุ 55 ปีขึ้นไปของกระทรวงคมนาคมสร้างกระแสถกเถียงในโลกออนไลน์ กรมการขนส่งทางบกยืนยันใบตลอดชีพยังใช้ได้

1 พ.ย. 2569, 18:14 น.

ประเด็นใบขับขี่สำหรับผู้มีอายุ 55 ปีขึ้นไปกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังกระทรวงคมนาคมมีแนวคิดปรับเกณฑ์การออกใบอนุญาตขับรถสำหรับกลุ่มผู้สูงวัยกลุ่มนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเป็นมาตรการที่มีหลักวิชาการรองรับจริงหรือไม่ บทความนี้สรุปประเด็นจากข่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2569

ผู้เขียนข่าวระบุว่า การตรวจสอบสมรรถภาพของผู้ขับขี่ เช่น การประเมินสายตา การตอบสนอง และความพร้อมของร่างกาย เป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การตรวจสอบโดยตรง แต่อยู่ที่การใช้อายุ 55 ปีเป็นเส้นแบ่ง เพราะคนวัยนี้จำนวนมากยังทำงาน ขับรถเพื่อประกอบอาชีพ และพึ่งพารถยนต์ในการดำรงชีวิต ขณะเดียวกันคนที่อายุน้อยกว่าก็ไม่ได้มีความสามารถในการขับขี่เหนือกว่าทุกคน

เกณฑ์อายุและความชัดเจนของข้อมูล

มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากจะใช้อายุเป็นเกณฑ์ ควรมีคำอธิบายชัดเจนว่าอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์ สถิติอุบัติเหตุ หรือผลการศึกษาด้านสมรรถนะการขับขี่ชุดใด มิฉะนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินประชาชนตามช่วงวัย นอกจากนี้ประเด็นนี้ยังกระทบความรู้สึกของผู้ที่ถือใบขับขี่ตลอดชีพจำนวนมาก ซึ่งได้รับใบอนุญาตมาตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ในเวลานั้น

กรมการขนส่งทางบกออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมว่า ยังไม่มีนโยบายยกเลิกหรือเรียกคืนใบขับขี่ตลอดชีพ และผู้ถือใบอนุญาตเดิมยังขับขี่ได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าความเชื่อมั่นของประชาชนได้รับผลกระทบไปแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นมีการสื่อสารเรื่องการทบทวนสมรรถนะและมาตรการสำหรับผู้ขับขี่สูงวัย จนหลายคนเข้าใจว่าสิทธิในการใช้ใบขับขี่ที่ถืออยู่อาจเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ยังมีข้อตั้งคำถามว่า เหตุใดกระทรวงจึงไม่จัดทำรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนนำเรื่องออกมาสื่อสารกับสังคม เพราะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมากควรผ่านการกลั่นกรองก่อนเผยแพร่ มิใช่เสนอแนวคิดแล้วให้หน่วยงานระดับกรมออกมาแก้ความเข้าใจภายหลัง

ปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนที่ต้องแก้ให้ครบ

ผู้เขียนชี้ว่า การลดอุบัติเหตุบนถนนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ขับเพียงอย่างเดียว ปัจจัยที่ต้องจัดการยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน จุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก การตรวจสอบรถโดยสารและรถบรรทุกอย่างเข้มงวด การบังคับใช้กฎหมายจราจร รวมถึงพฤติกรรมขับรถเร็วและการขับขี่โดยประมาท ปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

หากกระทรวงต้องการลดอุบัติเหตุจริง ข่าวตั้งข้อสังเกตว่าควรตอบให้ได้ว่ามาตรการนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุได้มากน้อยเพียงใด มีข้อมูลเปรียบเทียบรองรับหรือไม่ และจะจัดการกับปัจจัยเสี่ยงอื่นอย่างไร

ผลกระทบต่อผู้สูงวัยในต่างจังหวัด

อีกประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาคือ ผู้สูงวัยในต่างจังหวัดจำนวนมากไม่มีรถโดยสารสาธารณะให้เลือกใช้ในชีวิตประจำวัน หลายคนต้องขับรถไปโรงพยาบาล ไปตลาด ไปทำงาน หรือเดินทางไปทำธุระจำเป็น หากรัฐกำหนดเงื่อนไขจนคนกลุ่มนี้ขับรถไม่ได้ จะมีระบบขนส่งอื่นมาทดแทนหรือไม่ ยังเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบในขณะนี้

ผู้เขียนเห็นว่า การตรวจสมรรถภาพควรเป็นเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง ไม่ใช่เครื่องมือตัดสินจากตัวเลขอายุ เพราะคนสูงวัยบางคนยังมีความพร้อมสูงและขับรถได้อย่างปลอดภัย ขณะที่คนอายุน้อยที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็อาจก่อเหตุร้ายแรงได้เช่นกัน นโยบายที่เป็นธรรมจึงควรพิจารณาความสามารถของแต่ละคนตามหลักวิชาการ

ข้อเรียกร้องต่อกระทรวงคมนาคม

ข่าวสรุปข้อเรียกร้องไว้ว่า กระทรวงควรเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ รับฟังความเห็นจากประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ และชี้แจงให้ชัดว่าหลักเกณฑ์ใดเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว หลักเกณฑ์ใดเป็นเพียงแนวคิด รวมถึงกลุ่มใดจะได้รับผลกระทบอย่างไร นอกจากนี้ควรมีกระบวนการประเมินซ้ำหรือการอุทธรณ์ที่โปร่งใสสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่านโยบายดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และรายละเอียดของเกณฑ์ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ ผู้ขับขี่ควรติดตามคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนเชื่อข้อมูลที่ส่งต่อกันในโลกออนไลน์

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวล่าสุด